พระวิหารหลวง (Royal Vihara)

Royal Vihara

         Royal Vihara was constructed in 1511 with Phra Mueangkaew, King of Chiang Mai City, being kind enough to build it on east side of Phrathat Hariphunchai. Renovation of Royal Vihara of Master Srivichai was to apply Rattanakosin architecture leading larger size of Royal Vihara.

  1. Building plan was made in rectangular layout influenced layout in Rattanakosin Era such as ubosot of Wat PhrasrirattanaSasadaram, Wat Sraket Woramahavihan, and Wat Rajsittharam etc.

  2. Building structure was changed from woodworks to reinforced concrete in the main structure that was quickly built such as mast, crossbeam and shaft because of numerous capital and royal craftsmen leading to the works in a perfect mixture between local craftsmen and royal craftsmen.

  3. Roof was tiled with glazed tiles to decorate pediment influenced by central region.

  4. Masts inside Vihara were special as they had square-round shape decorated with stained glass as patterns like in Central region also.

Inside Vihara placed three large lacquered and golden Buddha Images and many middle-size metal-molded Buddha images in Lanna Kingdom. What was important in this Royal Vihara was “PhraKaewKhao” or “ Phrasetangkamaneesri Hariphunchai” placed in the canopy.

                                                  

พระวิหารหลวง

       พระวิหารหลวงหลังเดิมสร้าง พ.ศ. ๒๐๕๔ โดยหระเมืองแก้วกษัตริย์แห่งนครเชียงใหม่โปรดให้สร้างขึ้นทางด้านทิศตะวันออกขององค์พระธาตุหริภุญชัย พงศาวดารโยนระบุว่าหลังจากที่พระเมืองแก้วได้กระทำการบุทองแดงและลงรักปิดทองคำเปลวองค์พระเจดีย์  “แล้วเสร็จในวันอาทิตย์เดือนแปด ขึ้นเจ็ดค่ำ ปีวอก จัตวาศก จุลศักราช ๘๔๗ และให้สร้างวิหารหลวง ณ วัดพระธาตุเมืองลำพูน” หลักฐานภาพถ่ายเก่า พบว่ารูปทรงของวิหารหลวงหลังเดิมสมัยล้านนานั้น มีแผนผังอาคารเป็นรูป สี่เหลี่ยมผืนผ้า เปิดผนังโล่งแบบอาคารโถงหรือที่เรียกว่า วิหารโถง หรือ “ วิหารเปื๋อย”  มีแนวผนังระเบียง ก่ออิฐฉาบปูนเตี้ยๆรับกับแนวชายคาด้านนอกสุด โครงสร้างหลังคาแบบ “ ขื่อม้าตั่งไหม ”และยังมีหม้อปูรณฆฏะที่แสดงถึงความอุดมสมบูรณ์ของสถานที่ๆนั้น หม้อใบนี้มีที่มาจากเมืองพะเยา และมีคำในภาษาสันสฤติรวมกันอยู่ ๒ คำ คือ ปูรณะที่แสดงถึงความบริบูรณ์ และฆฏะที่หมายถึงหม้อน้ำ และบริเวณหน้าวิหารและด้านข้างทั้งสองข้างของวิหารหลวงมีการตกแต่งด้วยโคมล้านนาเพื่อความสวยงาม และจะมีการจุดประทีปในโคมต่อเมื่อมีงานบุญต่างๆ

ต่อมาเกิดพายุพัดวิหารหลวงพังทลาย เหลือเพียงซากปรักหักพังของพุทธปฏิมา การบูรณะพระวิหารหลวง ของครูบาเจ้าศรีวิชัย ได้นำเอารูปแบบศิลปะสถาปัตยกรรมของกรุงรัตนโกสินทร์มาใช้ ค่อนข้างมากจนกระทั่งพระวิหารหลวงหลังใหม่มีขนาดใหญ่กว่าหลังเดิมมาก แต่ไม่ได้สร้างด้วยรูปแบบวิหารเปื๋อยดังเดิม ทว่าเป็นแบบวิหารปิด ทางเหนือเรียกว่า “ วิหารแบบมีป๋างเอก” ( มีผนัง ) มีองค์ประกอบดังนี้

      ๑.ในส่วนของผังอาคาร สร้างขึ้นบนแผนผังรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ไม่มีการย่อเก็จ ผังพื้นขนาด ๕ ห้อง มีจุดเด่นอยู่ที่การต่อแบบ            “ พาไล ”  หมายถึงแนวเสาเรียงราย ออกมาจากผนังวิหารด้านนอกสามารถใช้เป็นลานประทักษิณโดยรอบพระวิหาร ลักษณะดังกล่าว เป็นการรับอิทธิพลมาจากแผนผังของสถาปัตยกรรมสมัยรัตนโกสินทร์ เช่น อุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม วัดสระเกศวรมหาวิหาร วัดราชสิทธาราม เป็นต้น นอกจากนี้แล้วพระวิหารหลวงวัดพระธาตุหริภุญชัย ยังมีมุขระเบียงทางขึ้นทั้งทางด้านหน้า ด้านหลัง และ ด้านข้าง ซึ่งไม่เคยปรากฏมาก่อนในศิลปะล้านนา

       ๒.โครงสร้างอาคารเปลี่ยนจากเครื่องไม้ก่อมาเป็นแบบคอนกรีตเสริมเหล็ก ในส่วนโครงสร้างหลัก สร้างด้วยความรวดเร็ว เช่น เสา ขื่อ คาน เนื่องจากมีศรัทธาทุนทรัพย์มาก และได้ช่างฝีมือจากคุ้มหลวงเข้ามาร่วมด้วย ทำให้เกิดผลงานที่ผสมผสานระหว่างช่างพื้นบ้านและช่างจากคุ้มหลวง กล่าวคือยังใช้โครงสร้างแบบ   “ ขื่อม้าตั่งไหม ” ( ม้าตั่งไหม ) อยู่เหมือนเดิม แต่มีการเปลี่ยนแปลงระเบียบในการลดชั้นหลังคาจากที่เคยชักชายปีกอ่อนช้อยลงต่ำให้แข็งตรงดูอ่อนโค้งน้อยลง เพื่อเน้นความมั่นคงแข็งแรง ในส่วนฝ้าเพดานปิดทึบ บนฝ้าเพดานประดับด้วยลายฉลุปิดทองภาพเทพชุมนุม ในส่วนของผนังวิหารก่ออิฐฉาบปูนไปจนจรดขอบแป

        ๓.ในส่วนของหลังคามุงด้วยกระเบื้องเคลือบ ตกแต่งหน้าบัน ( หรือหน้าแหนบในภาษเหนือ ) เป็นแบบผนังหุ้มกลองแทนหน้าบันแบบขื่อม้าตั่งไหม เนื่องจากรับอิทธิพลจากภาคกลาง ลวดลายภายในกรอบหน้าบันตกแต่งเต็มพื้นที่ ไม่มีการแบ่งช่องเป็นลูกฟักเล็กๆ มีลักษณะผสมผสานระหว่างลวดลายพื้นเมือง เช่น ลายดอกสับปะรด ลายเครือเถา และลวดลายพันธุ์พฤกษาที่ยังคงความเป็นล้านนาอยู่ ผสมผสานกับลวดลายที่ได้รับอิทธิพลจากภาคกลางอาทิช้างไอยราสามเศียร หนุมานต่อสู้กันเป็นคู่ๆ ในลักษณะที่เรียกว่า “ ภาพจับ ” ลายเทพนม ลายกระหนกช่อหางโต ลายพุ่มข้าวบิณฑ์ ลายหน้ากาล   ( ราหูมุข ) ลายหน้าเสือ วัสดุปูพื้นหลังมีทั้งกระจกจืน หรือ “ จืนดิบ” ของล้านนา และมีทั้งกระจกสีสมัยใหม่

        ๔.เสาภายในวิหารมีความพิเศษคือใช้เสาเหลี่ยมผสมเสากลม ประดับด้วยกระจกสีเป็นลวดลาย ประดิษฐ์แบบภาคกลางเช่นกัน อาทิ ลายเทพนม ลายพุ่มข้าวบิณฑ์ บริเวณเสา ซุ้มประตู หน้าต่าง หน้าบัน คันทวย มีการพัฒนาการในเรื่องเทคนิค โดยใช้วิธีการหล่อแบบพิมพ์เพื่อความรวดเร็ว จากนั้นระบายสีปิดทองและติดกระจก

ภายในวิหารหลวงประดิษฐานพระปฏิมาใหญ่ก่ออิฐถือปูนลงรักปิดทองบนแท่นแก้วรวม ๓ องค์ และพระปฏิมาหล่อโลหะขนาดกลางสมัยล้านนาตอนต้นอีกหลายองค์ สิ่งสำคัญภายในพระวิหารหลวงคือ “ พระแก้วขาว ” หรือ “ พระเสตังคมณีศรีเมืองหริภุญชัย ” ที่ประดิษฐานในบุษบก