สิงห์คู่ ราชสีห์ หรือมิคราช(Two lions, King of Beasts)

 Two lions, King of Beasts

Outside the wall on east side near Khong arch placed a pair of lion statues. This wall originally was external wall of palace in the reign of Phrajao Artittayaraj. They were the statue of fully-clothed lions opening their mouth and having long tongues. They were plastered with red paints and some parts were covered with gold and decorated with stained glass.   Lanna people called it as “Redemption Lions”. Making lions statues as the protector of this religious place, according to belief of ancient India, was involved in the Srisakayamunee dynasty of the Buddha with lions as the emblem. So, lion was used to decorate Buddhism arts in almost every part such as the mast top of King Asoke, the Great, and the foundation of Buddha image referred to as “Sing Foundation” or supporting the Satupa. Lions statues were also used to guard the temple like the doorkeeper. It influenced Lanna people for two centuries and there were many stories about lions in front of Wat Phitsadan different from legends of India or Siam. In front of Wat Phrathat Hariphunchai Woramahavihan before constructing “Khuamung” or the bridge with roof across Guang River (old Ping) to the side of Wiangyong in 2002 with its original name as “KuaThasing” named after the statues of “Redemption lion”, it’s noticeable that this pair of lions stood in 4 legs which was different from other redemption lion statues generally found in Lanna Kingdom in the period influenced by Myanmar that sitting lions were preferred.

 สิงห์คู่ ราชสีห์ หรือมิคราช

ด้านนอกกำแพงทิศตะวันออกใกล้ซุ้มโขงมีราชสีห์ 1 คู่ แนวกำแพงวัดส่วนนี้เดิมเป็นกำแพงชั้นนอกวังสมัยพระเจ้าอาทิตยราช เมื่อถวายเป็นสังฆารามแล้วได้รื้อซุ้มชั้นนอกออกปั้นสิงห์คู่หนึ่งประดิษฐานไว้แทนเป็นสิงห์ทรงเครื่องขนาดใหญ่ ยืนอ้าปากกว้างแลบลิ้นยาวก่ออิฐฉาบปูนระบายสีแดง บางส่วนปิดทองประดับกระจกสี จากภาพถ่ายเก่าพบว่า สมัยประมาณรัชกาลที่ 5 – 7 เคยมีลวดถักเป็นตาข่ายรัดตัวสิงห์ไว้มิให้ชำรุด พร้อมสร้างศาลามีหลังคาคลุมให้สิงห์หรือราชสีห์คู่นี้ซึ่งสร้างขึ้นพร้อมกับซุ้มโขง  ชาวล้านนาเรียกสิงห์หน้าวัดว่า “สิงห์ไถ่บาป”การทำรูปสิงห์ให้เป็นผู้เฝ้าศาสนสถานนี้ ตามความเชื่อของอินเดียโบราณมีความเกี่ยวข้องกับราชวงศ์ศรีศากยมุนีของ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าซึ่งมีสิงห์เป็นสัญลักษณ์ รูปสิงห์จึงถูกนำมาใช้ ตกแต่งงานพุทธศิลป์ในแทบทุกส่วนนับ แต่ยอดเสาของพระเจ้าอโศกมหาราช ฐานที่รับรองพระพุทธรูปจึงเรียกว่า  “ฐานสิงห์” หรือรองรับสถูป รวมไปถึงการใช้สิงห์เฝ้าดูแลหน้าวัดเสมือนทวารบาล แต่ตำนานของชาวพม่า ซึ่งมีอิทธิพลต่อชาวล้านนาในช่วงระยะเวลากว่าสองศตวรรษ มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับสิงห์หน้าวัดพิสดาร แปลกออกไปจากตำนานของอินเดียหรือสยาม นั่นคือเรื่องราวของสิงห์ไถ่บาป โดยผูกเรื่องให้พระราชธิดาองค์น้อยของพระราขาองค์หนึ่งสูญหายไปในขณะวิ่งเล่นในเขตอุทยาน ทำให้นางสิงห์ชุบเลี้ยงดูพระธิดาเสมือนลูกไว้นานหลายปี ต่อมาพระราชามาพบจึงพรากพระราชธิดากลับพระราชวังอีกฝั่งทำให้นางสิงห์ทรมานใจ กรีด ร้องโหยหวนและกลั้นใจตายด้วยไม่สามารถจะข้ามแม่น้ำติดตามราชธิดาไปสู่พระราชวังอีกฝั่งหนึ่งได้เป็นเหตุให้พระราชาต้องสร้างอนุสาวรีย์ของนางไว้เพื่อรำลึกว่าครั้งหนึ่งเคยมีพระคุณต่อ ราชธิดาเพื่อเป็นการขอขมา จึงเรียกว่า “สิงห์ไถ่บาป” ดังนั้น สิงห์ที่อยู่หน้าวัดของชาวพม่า และล้านนาจึงมีลักษณะโก่งคอตะโกนร้องเรียกหาลูกสาว บริเวณหน้าวัดพระธาตุหริภุญัชยวรมหาวิหารก่อนหน้าที่จะมีการสร้าง “ขัวมุง” หรือสะพานที่มีหลังคาคลุมข้ามแม่น้ำกวงไปสู่ฝั่งเวียงยอง เดิมเคยมีชื่อเป็น “ขัวท่าสิงห์”  โดยขนานนามตามรูปปั้นของสิงห์ไถ่บาป