องค์พระบรมธาตุหริภุญชัย (Phrathat Chedi Hariphunchai)

Phrathat Chedi Hariphunchai

        Phrathat Chedi Hariphunchai was architecture in Lanna kingdom that highly influenced the concept of Master Srivichai  Conclusively, the first work of Master Sivichai in Wat Phrathat Hariphunchai was collaborating to renovate Phrathat Hariphunchai. Lamphun people donated a great deal of brass plates at that time and Master Srivichai received money and donation for 480 Baht. The second work piece was decorating patterns in front of Royal Vihara with 1,000 Baht. Renovation of Royal Vihara was an essential work of Master Srivichai with urgent operation to bring morale and encouragement to Lamphun people.

Components of apex part
– Harmika : northern people called it as “TaenKaew”. It’s next to the bell like the throne of Buddha
– Kanchat
– Plongchanai
– Chatravalee
– Mednamkhang

Elements around Phrathat Hariphunchai
The surrounding elements made Phrathat Hariphunchai to look even more magnificent including
– Sattibunchorn (balcony fence) or Lamwiang was used to prevent evil spirits not to harm Phrathat
– Stupa-shaped urn
– Samphaothong was a symbol of trespassing transmigration
– Royal many-tiered umbrella
– 4-direction tower
– Giant Parlor (Angel protecting Phrathat)

องค์พระบรมธาตุหริภุญชัย

องค์พระบรมธาตุหริภุญชัยมีลักษณะศิลปะแบบล้านนาภายในบรรจุพระเกศบรมธาตุในโกศทองคำ เชื่อกันว่าหากเดินทางมาสักการะสักครั้ง จะทำให้ประสบความสำเร็จตามที่ปรารถนา และจะช่วยส่งเสริมให้ชีวิตมีความสำเร็จเจริญรุ่งเรือง องค์พระบรมธาตุหริภุญชัยเป็นผลงาน ชิ้นแรกสุดของครูบาเจ้าศรีวิชัยในวัดพระธาตุหริภุญชัย ก็คือการมีส่วนร่วมในการบูรณปฏิสังขรณ์องค์พระธาตุเจดีย์หริภุญชัยนั่นเอง โดยชาวลำพูนร่วมกันบริจาคแผ่นทองจังโกจำนวนมหาศาล ในครั้งนั้นครูบาเจ้าศรีวิชัยได้รับเงินและร่วมบุญรวบรวมได้ ๔๘๐ บาท

องค์ประกอบของพระบรมธาตุหริภุญชัยส่วนฐาน

            ฐานเจดีย์ของศิลปะล้านนามีลักษณะโดดเด่น คือเป็นฐานสูงลดหลั่นสอบขึ้นไป แบ่งได้เป็น

            ฐานช่วงที่ ๑ : ฐานเขียง (ฐานหน้าพิง) ๓ ชั้น ฐานชั้นล่างสุดเป็นฐานเขียงในผังสี่เหลี่ยม ถัดขึ้นมาอีกสองชั้นเป็นฐานเขียงในผังยกเก็จ ซึ่งฐานเขียงทำหน้าที่ปรับฐานเจดีย์ให้เรียบสม่ำเสมอและรับน้ำหนักของเจดีย์ทั้งองค์ เป็นฐานที่ยกและแยกองค์เจดีย์ขึ้นพ้นจากระดับชั้นดินอย่างชัดเจน

ฐานช่วงที่ ๒ : ฐานบัวสองฐานซ้อนกัน และ ย่อเก็จแบบล้านนา เกิดจากการนำฐานบัวคว่ำ-บัวหงายมาลดรูปและปรบปรุงคั่นกลางด้วยท้องไม้ รวมแล้วมุมหนึ่งจะย่อเก็จ ๗ แนว ส่วนยอดของแต่ละแนวประดับด้วนกระดึงทองคล้ายรูปสำเภาสามเหลี่ยมรวมทั้งสิ้น ๒๘ ใบ

องค์ประกอบของพระบรมธาตุหริภุญชัยส่วนกลาง

            ฐานช่วงที่ ๑ : ฐานหน้ากระดานทรงกลมเรียบ ๓ ชั้น ซึ่งตั้งอยู่บนฐานบัวย่อเก็จ

            ฐานช่วงที่ ๒ : ฐานบัวลูกแก้วทรงกรม หรือ มาลัยลูกแก้วซ้อนกัน ๓ ชั้น ซึ่งแต่ละชั้นมีส่วนประกอบของบัวคว่ำ-บัวหงาย คือหน้ากระดาน ลวดบัว บัวคว่ำ บัวหงาย และประดับท้องไม้ด้วยลูกแก้วอกไก่ ๒ เส้นเป็นจำนวนเท่ากัน แต่มีขนาดเล็กลดหลั่นตามรูปทรงของพระเจดีย์ที่สอบขึ้นไปจนถึงฐานองค์ระฆัง

            องค์ระฆัง :ภาษาสันสกฤตใช้คำว่า “ครรภธาตุ” เป็นส่วนที่สำคัญที่สุดขององค์พระเจดีย์ โดยปกติเป็นส่วนที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุในผอบ แต่ในที่นี้มิได้ย้ายผอบบรรจุพระบรมสารีริกธาตุที่พระเจ้าอาทิตยราชทรงประดิษฐานไว้ เป็นเพียงการครอบทับพระมณฑปทรงปราสาทไว้ข้างใน องค์ระฆังทำเป็นทรงกลมประดับด้วยลวดลายของดอกประจำยามโดยรอบแปดทิศเรียกลายกระจังกลีบบัวบานระหว่างลายกระจังกลีบบัวบาน มีการดุนนูนเป็นภาพพระพุทธเจ้าแปดทิศรอบองค์ระฆังเป็นพระลีลาและประทับยืนปางถวายเนตร

            องค์ประกอบของพระบรมธาตุหริภุญชัยส่วนยอด

            บัลลังก์ :ชาวเหนือเรียกว่า “แท่นแก้ว” อยู่ถัดจากองค์ระฆังขึ้นไป เปรียบเสมือนที่ประทับของพระพุทธเจ้า

            ก้านฉัตร : อยู่เหนือบัลลังก์ มีก้านฉัตรทองฉลุลาย ๑ ชั้น ห้อยกระดึงตุ้งติ้งโดยรอบ มีศัพท์เฉพาะเรียกว่า “ฉัตรคอน้ำ

            ปล้องไฉน : ภาษาเหนือเรียก สรไน(สะระไน) อยู่ถัดจากชั้นระบายฉัตร ประกอบด้วยวงลูกแก้วเส้นกลมหรือบัวลูกแก้วซ้อนจากใหญ่ไปหาเล็ก

            ปรียอด : หรือ “มานปลี” คือส่วนยอดบนสุดขององค์พระเจดีย์ เป็นรูปกรวยลำเพรียวแหลมขึ้นไป

องค์ประกอบรายล้อมองค์พระบรมธาตุหริภุญชัย

            – สัตติบัญชร (รั้วระเบียงหอก) หรือลำเวียง ณ ลานด้านล่างสำหรับเดินประทักษิณ ๒ ชั้น คมหอกคมดาบที่แหลมเหมือนใช้เป็นเครื่องป้องกันภูตผีปีศาจ ไม่ให้เข้ามาทำอันตรายแก่พระธาตุ สร้างเมื่อปี พ.ศ.๒๐๕๔ โดยพระเมืองแก้ว กษัตริย์นครเชียงใหม่

            – โกศทรงสถูป หรือเจดีย์จำลองทั้งสี่มุมที่ฐานเขียงชั้นล่างสุด หมายถึงเขาพระสุเมรุ มี ๕ ยอด นับรวมกับองค์กลางคือเจดีย์ประธาน

            – สำเภาทอง ประดิษฐานอยู่ประจำรั้วชั้นในทิศเหนือและทิศใต้ พร้อมโคมปราสาท และแท่นบูชาประจำทิศทั้ง ๘

            – ฉัตรหลวง เป็นเครื่องสูงประกอบพระเกียรติยศ เป็นฉัตร ๙ ชั้น ครอบด้วยทองทำ แกะสลักฉลุลายด้วยแผ่นทองจังโก ประดับไว้ทั้ง ๔ มุม

            – หอยอประจำทั้ง ๔ ด้าน ภายในหอยอมีพระพุทธรูปประทับนั่งปางมารวิชัย เป็นสัญลักษณ์แห่งการปราบกิเลสมาร

            – ซุ้มกุมภัณฑ์ (เทวดาเฝ้าพระธาตุ) สร้างไว้ประจำมุมทั้ง ๔ ทิศ